Home » General

Category Archives: General

เคล็ดลับเลี้ยงลูกให้สำเร็จ อยากให้ลูกดี ต้องไม่พลาด!!

วิธีการเลี้ยงลูก มีอยู่หลากหลายวิธี ทั้งการใช้พระเดช และพระคุณ เลี้ยงแบบเข้มงวดทุกฝีก้าว เลี้ยงเหมือนเพื่อน พูดคุย ให้คำปรึกษา แต่ละวิธีก็ยังไม่มีการการันตีว่าจะส่งผลอย่างใดชัดเจน เพราะส่วนหนึ่งก็ยังเกิดจากความรู้สึกนึกคิดของเด็ก รวมทั้งสภาพแวดล้อม เพื่อนฝูง ประกอบด้วย

เราได้ไปเจอเคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้สำเร็จ ที่ดูแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก จากทางเว็บไซต์ theasianparent.com เลยได้นำมาฝากท่านผู้อ่านกันเช่นเคย ลองไปดูกันดีกว่า ว่า 10 เคล็ดลับ ในการเลี้ยงลูกให้กู้ดแบบสุด ๆ จะมีอะไรกันบ้างงงง

1.อย่าคิดว่าลูกผิด

เรามักโยงพฤติกรรมของเด็กเข้ากับตัวของเขา เช่น ถ้าเด็กไม่เรียนหนังสือ เราก็จะเรียกเขาว่าขี้เกียจ การเหมาว่าเด็กเป็นคนไม่ดีโดยตัดสินจากพฤติกรรมที่ไม่ดีบางอย่างจะยิ่งทำให้เด็กเชื่อว่าเขาเป็นคนเช่นนั้นจริง ๆ

พ่อแม่ที่ดีจะเชื่อมั่นว่าลูกเป็นคนดี เราจำเป็นต้องยอมรับในตัวเด็กและค่อย ๆ ให้โอกาสเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

2. เข้าใจมุมมองที่แตกต่างของลูก

คุณต้องเข้าใจว่าเด็กมองโลกต่างจากผู้ใหญ่ พวกเขาพูดคนละภาษากับเรา คุณอาจจะคิดว่าคุณกำลังให้คำแนะนำแต่เด็กอาจจะเห็นว่าคุณกำลังบ่น อาจจะเป็นการบังคับในสายตาของพวกเขาก็เป็นได้

3. เคารพในความคิดของลูก

เด็กส่วนใหญ่มักเก็บเรื่องหลาย ๆ เรื่องไว้ในใจ ไม่บอกพ่อแม่ และบางครั้งก็แสดงท่าทีต่อต้านคำแนะนำและความคิดของพ่อแม่อย่างชัดเจน ถ้าคุณอยากให้ลูกพูดคุยอย่างเปิดเผย และฟังคุณ คุณต้องสร้างความเชื่อใจเสียก่อน

4. ปรับเปลี่ยนท่าทีและมุมมองของลูกอย่างมีชั้นเชิง

การปรับเปลี่ยนท่าทีและมุมมองของคนโดยไม่ใช้การบีบบังคับถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เมื่อคุณได้สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับลูกและทำให้ลูกรู้สึกว่าคุณเข้าใจเขาแล้ว ลูกจะเริ่มยอมรับสิ่งที่คุณชี้แนะมากขึ้น

5. เริ่มจากตัวคุณ

พ่อแม่หลายคนคิดว่าลูกต้องเป็นฝ่ายเปลี่ยนเพียงฝ่ายเดียว แม้ว่าลูกจะยอมเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่เขาจะกลับมาทำตัวเหมือนเดิม นั่นเป็นเพราะพ่อแม่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองตามนั่นเอง

6. เปลี่ยนวิธีถ้าไม่ได้ผล

คุณอาจจะพร่ำบ่นเรื่องลูกไม่เรียนหนังสือมาห้าปี แต่ก็ไม่เคยมีอะไรดีขึ้น อย่าเพิ่งคิดโทษตัวเอง แต่ลองมาพิจารณาว่าทำไมวิธีนี้จึงไม่ได้ผล ลองเปลี่ยนวิธีการแก้ปัญหาหากวิธีที่คุณใช้อยู่ไม่ได้ผล สุดท้ายคุณก็จะเจอวิธีที่ใช่เอง

7. รู้จักยืดหยุ่น

ผู้ปกครองส่วนใหญ่รู้วิธีการสื่อสารแค่หนึ่งหรือสองวิธี นั่นคือการพูดดี ๆ หรือไม่ก็ใช้น้ำเสียงข่มขู่ เมื่อทั้งสองวิธีนี้ไม่ได้ผล พวกเขาก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อ การจะเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จนั้น คุณต้องรู้จักผ่อนปรนและปรับเปลี่ยนวิธีรับมือให้เข้ากับสถานการณ์ เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่รู้จักผ่อนปรนและทำตัวเดาง่าย ลูกคุณก็จะกลายเป็นคนคุมเกม

8. อย่าคิดว่าตัวเองไม่ดี

เด็ก ๆ มักจำกัดตัวเองโดยการคิดว่า “ฉันแค่ขี้เกียจ” หรือ “ฉันไม่ฉลาดพอ” ฯลฯ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้มักเกิดจากความรู้สึกที่ว่าพวกเขาไม่สามารถควบคุมอะไรในชีวิตตัวเองได้สักอย่าง พวกเขาเชื่อว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวของพวกเขาขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก

9. สนับสนุนให้ลูกกล้าฝัน

พ่อแม่ที่ดีควรคอยกระตุ้นให้ลูกกล้าที่จะฝัน ไม่ว่าความฝันนั้นจะหลุดโลกแค่ไหนก็ตาม สิ่งสำคัญคือความฝันจะทำให้เด็ก ๆ ตื่นเต้นและกระตุ้นให้พวกเขาอยากเรียนรู้ ความฝันของพวกเขาจะเปลี่ยนไปตามอายุ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะเป้าหมายในชีวิตต้องค่อย ๆ สร้างไปเรื่อย ๆ ช่วยลูกตามหาความฝัน

10. แนะนำด้วยคำถาม

การบอกให้เด็กทำนู่นทำนี่โดยตรงยิ่งจะทำให้เด็กสร้างกำแพง และไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูด การจะทำให้เด็กยอมรับในสิ่งที่คุณแนะนำ คุณควรให้พวกเขาได้บอกความรู้สึกตัวเอง และชี้แนะหนทางให้เขา เราต้องถามคำถามที่กระตุ้นให้เด็กคิดถึงผลของการกระทำ

การเลี้ยงลูก ถือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ จะต้องมีลูกล่อลูกชน เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเด็กในแต่ละช่วงอายุ เพื่อปรับวิธีการเลี้ยงดูให้เข้ากับสถานการณ์มากที่สุดนั่นเอง

8 ข้อควรระวัง!! พ่อแม่มือใหม่ ไม่ควรทำสิ่งนี้

ในช่วงที่ลูกยังเล็ก ๆ หรือช่วงวัยกำลังโตนั้น พ่อแม่มือใหม่หลาย ๆ คน ก็ได้ศึกษาถึงวิธีการเลี้ยงดูลูกมาอย่างเต็มที่กันอยู่แล้ว แต่ว่า ส่วนหนึ่งก็อาจจะมีพฤติกรรมบางอย่างของพ่อแม่ ที่ลืมตัว หรือไม่รู้ ซึ่งอาจจะทำให้ลูกน้อยที่โตขึ้นมา อาจจะมีปมหรือปัญหาใจ รวมทั้งอาจจะทำให้เกิดนิสัยก้าวร้าวในอนาคตได้ ทางเว็บไซต์ Scblife ได้มีข้อแนะนำ รวมถึงข้อควรระวังที่พ่อแม่มือใหม่ควรจะทราบไว้ได้น่าสนใจมาก มาดู 8 วิธี ที่พ่อแม่มือใหม่ควรระวัง.. เพื่อจะได้ไม่นำไปปฏิบัติกันดีกว่าค่ะ

1.หยุด! เป็นพ่อ-แม่ ยอดมนุษย์
สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ จะมาทำงานหนักหรือมีกิจกรรมรัดตัว เหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้ คุณต้องรู้จักแบ่งเวลาเพื่อนำมาดูแลลูกน้อย เพราะ 5 ขวบปีแรก เป็นช่วงที่ลูกน้อยจะมีการเรียนรู้และซึมซับสิ่งต่าง ๆ จากพ่อแม่มากที่สุด

2. หยุด! พาลูกไปในที่แออัด
ที่แออัดคนเยอะ ฝุ่นเยอะ ไม่ใช่สถานที่ที่ดีเลยสำหรับวัยเด็ก เพราะยังมีภูมิต้านทานโรคต่ำ อาจเจ็บป่วยได้ง่าย

3. หยุด! สร้างความสนุกกับลูกด้วยความตื่นเต้น
ทารกและเด็กเล็กยังบอบบาง การเล่นกับเด็กด้วยการโยนลูกขึ้นลง แกว่งไปมา อาจสร้างความหวาดกลัวให้เด็ก และทำให้สมองที่บอบบางของเด็ก อาจเกิดผลกระทบหรือมีอาการบาดเจ็บในสมองได้

4. หยุด! ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่ของเด็ก
ผิวเด็กบอบบางมาก ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ซักผ้า ล้างอุปกรณ์ ควรเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เพื่อความอ่อนโยนต่อผิว

5. หยุด! ให้ลูกกินอาหารรสหวานมากเกินไป
แม้ความหวานจะไม่เป็นโทษต่อร่างกายของเด็กเท่าผู้ใหญ่ แต่ความหวาน โดยเฉพาะขนมก็ไม่สร้างประโยชน์แก่ร่างกาย เพราะจะทำให้ลูกของคุณเป็นคนติดรสหวานไปจนโต

6. หยุด! ฝากคนนั้นเลี้ยงลูกที คนนี้เลี้ยงลูกที
วัย 0 – 5 ขวบ เป็นช่วงอายุที่เด็กเปิดรับและฝังจำสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง ผู้เป็นพ่อแม่จะไม่มีทางรู้เลยว่า ลูกน้อยไปเจอสิ่งใดมา รับสิ่งใดเข้าไป ไม่ใช่เพียงแค่ไม่รู้ ที่แย่กว่านั้นคือยังควบคุมไม่ได้ หากเด็กมีปัญหา พ่อแม่จะหมดสิทธิ์ช่วยลูกแก้ปัญหาทันที เพราะเด็กจะไม่แสดงออกด้วยการพูดอธิบาย แต่จะแสดงออกด้วยพฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่มีทางเดาได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้อย
การเปลี่ยนคนดูแลไปเรื่อย ๆ เด็กอาจจะเข้าใจได้ว่าไม่มีคนรัก ไม่มีคนต้องการ กระทั่งพ่อแม่ยังไม่ต้องการเลย

7. หยุด! ใช้อารมณ์และแสดงพฤติกรรมรุนแรงต่อหน้าเด็ก
ความรุนแรงทำให้เกิดความบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ แต่สำหรับเด็กจะได้รับผลเสียยิ่งกว่านั้น เพราะนอกจากจะบอบช้ำทางร่างกายและจิตใจแล้ว วัยเด็กยังไม่สามารถแยกดีชั่วได้อย่างผู้ใหญ่ เด็กจะจำพฤติกรรมเหล่านี้ไปใช้ต่อ และมองเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม

8. หยุด! ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีเลี้ยงลูก
การใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือปล่อยให้รายการโทรทัศน์เลี้ยงลูกของเรา มีผลการวิจัยว่า เด็กอายุ 0-7 ปี ไม่ควรได้รับแสงรังสีจากหน้าจอ LCD เพราะเป็นอันตรายต่อสายตาและสมอง ซ้ำร้ายยังเกิดผลเสียต่อสมาธิและพฤติกรรมของเด็ก

โดยส่วนตัวแล้ว ต้องบอกเลยว่า เห็นด้วยแทบทุกข้อ โดยเฉพาะการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีมาใช้เลี้ยงลูกตั้งแต่ยังเด็ก จะทำให้เด็ก ๆ ติดมือถือตั้งแต่ยังเล็ก และทำลายสมาธิ รวมถึงระบบสายตาของลูกน้อยอีกด้วย

ทำให้ลูกไว้ใจพ่อแม่ ก่อนที่จะไปไว้ใจคนอื่น เรื่องที่พ่อแม่ยุคนี้ควรรู้

กรมสุขภาพจิต ได้ออกมาแนะนำวิธีการดูแลลูกในยุคดิจิตอล ให้พ่อแม่เข้าถึงลูก สอนให้ลูกรู้จักการคิดอย่างมีเหตุและมีผล และที่สำคัญคือต้องทำให้ลูกไว้ใจพ่อแม่ ก่อนที่ลูกจะไปไว้ใจใครคนอื่นแทน ซึ่งจะทำให้การแก้ไขทำได้ลำบากมากยิ่งขึ้น

จากกรณี น้อง 14 ปี ที่เป็นข่าวดังในช่วงหนึ่งมานั้น กรมสุขภาพจิต ได้แนะนำว่า สังคมไม่ควรที่จะกล่าวโทษ หรือตัดสินใคร แต่ให้ถือว่าเป็นบทเรียน และร่วมกันป้องกันและแก้ปัญหาจะดีกว่า

นอกจากนี้ โฆษกกรมสุขภาพจิต ยังได้แนะนำวิธีการดูแล และรับฟังเพิ่มเติมไว้ สำหรับให้บรรดาพ่อแม่ ได้เกิดความเข้าใจในตัวเด็ก และรู้จักวิธีการรับมือได้แต่เนิ่น ๆ ด้วย

ให้เวลาและรับฟังปัญหา เป็นเกราะให้ลูกพ้นภัย

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กและวัยรุ่นในปัจจุบันนั้น โดยทั่วไปเท่าที่พบเป็นเรื่องของการเรียน ความเครียด ที่พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อย่างเช่น เงียบซึมผิดปกติ แต่ก่อนที่จะเกิดปัญหานั้น ป้องกันได้โดยพ่อแม่ต้องทำ 2 ข้อที่สำคัญคือ 1.ต้องมีเวลาให้ลูก และ 2.รับฟังปัญหาของลูก ซึ่ง 2 ข้อนี้ทำให้ใกล้ชิด แล้วลูกจะไว้ใจ ซึ่งความใกล้ชิดไม่ใช่แค่สื่อสารผ่านโทรศัพท์ แต่ต้องทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น พ่อแม่ลูกไปเดินสวนสาธารณะ นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะ ทำอาหารด้วยกัน เป็นต้น

ยิ่งในยุคที่เด็กวัยรุ่นอยู่หน้าจอโทรศัพท์มือถือหลายชั่วโมงต่อวัน และพ่อแม่ต้องทำงาน ไม่มีเวลาดูแลลูก ทำให้ปัจจุบันเด็กขาดทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับคน รู้สีกมีความยากในการสนทนาจริงหรือพูดคุย สภาพนี้ยิ่งทำให้พ่อแม่ต้องใกล้ชิดลูกให้มากขึ้น

ฝึกลูกคิดเป็นตั้งแต่เรื่องเล็กก่อนเจอเรื่องใหญ่

อีกข้อที่สำคัญคือพ่อแม่ต้องฝึกให้ลูกคิดอย่างมีเหตุมีผล แม้แต่เรื่องเล็กน้อย ส่วนใหญ่เด็กที่ตัดสินใจผิดพลาด เพราะประสบการณ์การผจญโลกภายนอกน้อย ไม่ได้เรียนรู้แม้แต่เรื่องเล็กน้อย ก่อนไปถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างเช่น เรื่องอาหารเช้าที่พ่อแม่จัดให้ เพราะชีวิตเร่งรีบ จนไม่ได้คิดเลือกเองแม้แต่อาหารเช้า

พื้นฐานการสอนลูก ๆ นั้น ถ้าพ่อแม่สามารถปลูกฝังให้การคิดอย่างมีเหตุและผล ได้ซึมซับเข้าไปสู่ตัวเด็กได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะช่วยเป็นเกราะป้องกัน เหมือนเป็นวัคซีนชั้นดี ให้เด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี

5 ให้. ที่พ่อแม่ควรจะมีในวันที่ลูกเครียด

ทุกวันนี้ต้องยอมรับเลยว่า ความเครียดไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่เพียงคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น เราอาจจะคิดว่า “เป็นแค่เด็ก จะไปเครียดอะไรนักหนา มีเรื่องอะไรให้เครียดกันเยอะแยะเหรอไง” แต่จริง ๆ แล้ว เด็ก ๆ เอง ก็มีสังคมของเด็กรุ่นใหม่ รายงานจากกรมสุขภาพจิต ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า มีเด็กวัยรุ่นไทยมากกว่า 1.5 แสนคน มีพฤติกรรมเกเรก้าวร้าว และส่วนหนึ่งนั้น ก็มีสาเหตุมาจากที่พ่อแม่ปล่อยปะละเลย ไม่ได้ระวังหรือรู้จักกับวิธีการดูแลลูก ในช่วงวัยรุ่น ที่เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ทำให้เกิดอาการหรือพฤติกรรมก้าวร้าว

นอกจากนี้ยังมีวัยรุ่นไทยที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย เพราะเรามีวัยรุ่นประมาณ 8-10 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งวิธีป้องกันง่าย ๆ เริ่มต้นจากที่บ้าน เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ปรับแนวคิด และเข้าใจปัญหาของวัยรุ่น ก็จะช่วยให้ลูกลดความเครียด และเติบโตไปในทางที่คาดหวังไว้ได้ด้วย

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ได้รวบรวมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำเรื่องการดูแลบุตรในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็น 5 ข้อที่ควรทราบเป็นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็น 5 ให้. ที่พ่อแม่สามารถให้ลูกได้ง่าย ๆ และจะช่วยลดความเครียดแก่บุตรหลานในช่วงวัยรุ่นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งทางเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวเอาไว้เป็นอย่างดี

1.ให้ความใส่ใจ คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองและคุณครูควรให้ความใส่ใจและคอยสังเกตพฤติกรรมของเด็กๆ ในกรณีที่สังเกตเห็นว่าเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เงียบหรือเก็บตัวมากกว่าปกติ หรือมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารแปลกไปจากปกติ เช่นทานมากขึ้นหรือน้อยลง ควรเข้าไปพูดคุยสอบถาม พร้อมแสดงความห่วงใยและเข้าอกเข้าใจ เด็กๆ จะรับรู้ได้ว่าคนรอบข้างให้ความสนใจและความเข้าใจ

2. ให้ความสนับสนุน โดยไม่สร้างความกดดัน แม้การตั้งเป้าหมายสำหรับอนาคตอาจเป็นสิ่งที่ดีในการสร้างแรงจูงใจให้แก่เด็กๆ คุณพ่อคุณแม่และคนรอบข้างควรจะระมัดระวังพฤติกรรมการแสดงออกของตนเอง โดยทำให้แน่ใจว่าตนเองมอบความสนับสนุน โดยไม่สร้างแรงกดดันให้แก่เด็กๆ เพราะการสร้างแรงกดดันอาจจะทำให้เด็กเครียดได้

3. ให้ความเข้าใจ ไม่ควรดุ ตำหนิ หรือตีเด็ก เพราะการดุด่า หรือการตีโดยไม่ให้เหตุผลที่เพียงพอ หรือการใช้อำนาจเป็นตัวตัดสิน นอกจากจะทำให้เด็กรู้สึกไม่ดี และรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ และคนรอบข้างไม่รัก ไม่เข้าใจเขาแล้ว อาจนำไปสู่พฤติกรรมต่อต้าน ก้าวร้าว ทางที่ดีก็คือคุณพ่อคุณแม่และคนรอบข้างควรตั้งสติ พยายามทำความเข้าใจและใช้เหตุผลกับเด็กให้ได้มากที่สุด

4. ให้ความสนใจ คุณพ่อคุณแม่และคนรอบข้างไม่ควรทำอาการเพิกเฉยต่อเด็ก เพราะบางครั้งเด็กอาจจะต้องการให้คนรอบข้างสนใจและเข้าใจเขา

5. ให้เวลา คุณพ่อคุณแม่ควรจะใช้เวลากับลูกบ่อยๆ เพราะจะทำให้ความสัมพันธ์แนบแน่นยิ่งขึ้น ถ้าหากลูกอยู่ในวัยประถม คุณพ่อคุณแม่อาจจะทำกิจกรรมร่วมกันกับลูก และชมเชยลูกได้ ส่วนถ้าลูกโตขึ้นมาหน่อยหรืออยู่ในช่วงวัยรุ่น คุณพ่อคุณแม่อาจจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพูดคุย เป็นการกระตุ้นให้เขาเปิดใจกับเรา ทำให้เขาไม่เครียด

วัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ มักจะมีพฤติกรรมที่แปลกไปจากตอนที่เราเห็นเค้าเป็นเด็ก การทำความเข้าใจ รับฟัง และให้ความเป็นเพื่อน จะช่วยให้การผ่านช่วงเวลานี้เป็นไปได้โดยง่าย 5 ให้. ที่นำมาแนะนำกันในวันนี้ ก็เป็นวิธีที่ดี ที่จะช่วยให้พ่อแม่เข้าใจลูกได้มากขึ้นด้วย

มีลูกต้องรู้!! 7 วิธีรับมือฝุ่น ยังไงก็ต้องอยู่กับมัน

ปัญหาเรื่องฝุ่นละออง PM 2.5 ในประเทศไทยตอนนี้ ต้องบอกเลยว่า ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดแว้บ ๆ แล้วจะหมดไปได้ง่าย ๆ หากเรายังมีวิธีการควบคุมมลภาวะที่ไม่ดีพอ คาดว่าปัญหาฝุ่นละอองในเมืองใหญ่ คงจะต้องเป็นปัญหาที่พบกันอยู่เป็นประจำทุกปีก็เป็นได้

สำหรับผู้ใหญ่วัยรุ่น ฝุ่นละออง PM2.5 อาจไม่ถึงกับทำอันตรายอะไรร้ายแรงได้ในช่วงเวลาอันสั้นได้ก็จริง แต่สำหรับเด็ก ๆ ที่จะต้องไปเรียนหนังสือทุกวัน ต้องไปผจญมลภาวะ โดยที่เค้ายังไม่รู้จักวิธีระมัดระวังตัว เห็นเพื่อนทำ ก็ทำตามเพื่อนไว้ก่อนแบบนี้ พ่อแม่จะต้องมีหน้าที่สอนและช่วยระมัดระวังในกับเหล่าเจ้าตัวเล็กกันด้วยนะคะ

วันนี้เราก็มีคำแนะนำดี ๆ จาก คุณวัน ภาดาท์ วรกานนท์  ผู้เชียวชาญด้านสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านทางเว็บไซต์เดลินิวส์ ถึงวิธีการดูแลเด็ก ๆ ในช่วงฝุ่นละออง PM2.5 กำลังระบาดเช่นนี้มาฝากกันด้วย ลองดูกันนะคะ

1 . เตรียมหน้ากากอนามัย N95  พร้อมปรับให้ขนาดพอดีกับโครงหน้าของเด็กให้มากที่สุดเพื่อป้องกันการเล็ดลอดของฝุ่นละออง
               
2 . ควรสวมเสื้อแขนยาว เพื่อป้องกันผิวหนังจากฝุ่น เนื่องจากผิวเด็กมีความบอบบางต่อการละคาย เคืองได้มากกว่าผู้ใหญ่ อาจเกิดผดผื่นและอาการคัน

3. ควรพกกระดาษเปียก เพื่อเช็ดทำความสะอาดเด็กๆ ก่อนเข้าโรงเรียน หรือรับประทานอาหาร

4. ในช่วงนี้ควรให้เด็กๆ งดหรือหลีกเลี่ยงจากกิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อลดโอกาสในการปะทะกับฝุ่นละอองโดยหันมาทำกิจกรรมในร่มแทน

5. ช่วงเวลาของการเดินทาง ใช้ฟังก์ชั่นหมุนเวียนอากาศภายในรถเพื่อช่วยในการระบายความหนาแน่นของฝุ่นลง

6. ช่วงนี้ควรเช็คการหมุนเวียนอากาศภายในที่พัก ควรตรวจตราไม่ให้ฝุ่นเล็ดลอดเข้ามาในจำนวนที่มากเกินไป หมั่นทำความสะอาดและคุมการเข้าออกของอากาศและสามารถใช้เครื่องฟอกอากาศเข้ามา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ดีสำหรับเด็กๆ ให้ปลอดภัยจากฝุ่นละออง pm2.5

7. บำรุงร่างกายเด็กๆในการดูแลด้วยอาหารที่มีวิตามิน และโอเมก้า เพื่อช่วยให้ร่างกายผลิตสารแอนตี้ออกซิแดนต์ไว้คอยต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ

ในช่วงที่มีปริมาณฝุ่น PM2.5 มากเช่นนี้ อะไรที่พอจะระวังตัวได้ ก็ต้องพยายามระวังกันนิดนึงนะคะ การใช้เครื่องฟอกอากาศในบ้าน หรือถ้าใครไม่มี หรือซื้อไม่ทัน ก็ยังมีวิธีการง่าย ๆ เช่น นำแผ่นฟิลเตอร์กรองอากาศ มาตัดขนาดให้พอดีกับพัดลม แล้วแปะไปหลังพัดลม ซึ่งก็มีคนทดสอบแล้วว่า ช่วยลดปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้จริง ไว้เดี๋ยวเราจะนำมาแปะให้อีกทีนะคะ

10 เคล็ดลับเลี้ยงลูก จากคุณแม่แอฟ ทักษอร

เป็นคุณแม่สุดแกร่งอีก 1 ท่านของวงการบันเทิงเลยก็ว่าได้ สำหรับคุณแม่นางเอกสาว แอฟ ทักษอร คุณแม่ของน้อง ปีใหม่ ที่นับวันก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเรียบร้อย น่ารัก อ่อนหวาน ตั้งแต่ยังเล็ก

วิธีการเลี้ยงลูกในแบบคุณแม่ แอฟ ทักษอร เป็นตัวอย่างที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจและน่าชื่นชมมาก ซึ่งก็แน่นอนว่า ใคร ๆ ก็ย่อมอยากเลี้ยงลูกให้เรียบร้อย มีกิริยามารยาทที่ดี ไปไหนใครก็รัก กันทุกคน จริงไหมล่ะคะ

ทางเว็บไซต์ rakluke.com เค้าก็ได้รวบรวมวิธีการเลี้ยงน้องปีใหม่ แบบฉบับของแม่แอฟ เอาไว้ด้วย ซึ่งต้องบอกเลยว่า สำหรับคุณแม่มือใหม่ทั้งหลาย ไม่ควรพลาดเลยล่ะ

1. ไม่เล่นโทรศัพท์ให้ลูกเห็น ตั้งแต่หนูปีเล็กๆ เราจะเห็นคลิปที่แม่แอฟถ่าย ปีใหม่จะบอกแม่ว่าไม่ถ่ายยูป หรือจนปัจจุบันหนูปีก็จะบอกให้แม่แอฟวางมือถือเวลาที่อยู่ด้วยกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะคุณแม่แอฟไม่เคยเล่นโทรศัพท์ในขณะที่อยู่กับลูกเลย

2. นั่งกินข้าวอยู่กับที่ ไม่เดินกิน ไม่เล่นอาหาร ไม่กินไปเล่นไป  เป็นการฝึกมารยาทและวินัยบนโต๊ะอาหารอย่างหนึ่ง และถ้าน้องปีใหม่เคี้ยวข้าวเสียงดังหรือเล่นของกิน แม่แอฟก็จะดุหรือตักเตือนน้องปีใหม่ทันที

3. อ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน ทุกๆ คืนน้องปีใหม่จะต้องฟังนิทาน ถ้าแม่แอฟไม่ว่างก็จะเป็นหน้าที่ของคุณตาคุณยายแทน

4. ตกลงกันก่อนออกจากบ้าน ทุกครั้งก่อนออกจากบ้านแม่แอฟและปีใหม่จะทำข้อตกลงกันก่อน เช่น วันนี้ต้องเป็นเด็กดี ถ้าเป็นเด็กดีแม่จะซื้อของเล่นให้ (ฮั่นแน่ มีของเล่นมาล่อด้วย)

5. ต้องรักษาสัญญากับลูก  เมื่อตกลงกันเสร็จแล้ว  ถ้าลูกทำตามเงื่อนไขคุณแม่ก็จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับลูก

6. ให้รางวัลตามโอกาสที่เหมาะสม เช่น เมื่อปีใหม่เป็นเด็กดี ทำกิจวัตรประจำวันได้ดีโดยที่คุณแม่ไม่ต้องบอกกล่าว ก็จะให้ดาวเป็นรางวัล

7. ไม่ให้ลูกกินน้ำหวานหรือของหวานๆ  เพื่อป้องกันลูกติดหวาน ถ้าสังเกตให้ดีเราจะพบว่ามื้ออาหารของหนูปีใหม่จะไม่มีน้ำหวานหรือน้ำอัดลมเลย นานๆ ครั้งที่พาลูกออกงานจะอนุญาตให้กินได้สักครั้ง

8. ชมทุกครั้งที่ลูกทำดี และถ้าทำผิดจะตักเตือนทันที ถ้าสังเกต คุณแม่แอฟจะชมลูกทุกครั้งที่ลูกทำดี เช่นหนูปีใหม่หยิบรองเท้ามาให้คุณแม่ใส่ แล้วเก็บกลับไปวางที่เดิม คุณแม่แอฟก็จะขอบคุณทันที และถ้าปีใหม่พูดไม่เพราะ แม่แอฟก็จะเตือนทันทีเช่นกัน

9. สอนให้เห็นคุณค่าของสิ่งของ เพราะแม่แอฟเป็นคนประหยัด เราจึงมักจะเห็นแม่แอฟและหนูปีใหม่ใส่เสื้อผ้าชุดเดิมๆ บ่อยๆ และเวลาออกนอกบ้าน ก็จะอนุญาตให้ปีใหม่เลือกหยิบตุ๊กตาไปด้วยได้ 1 ตัวเท่านั้น เพื่อให้ลูก Focus กับสิ่งของที่มีอยู่

10. ทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง ใน Instagram ของคุณแอฟ เราจะเห็นว่าน้องปีใหม่เป็นเด็กพูดเพราะ มีสัมมาคารวะ ซึ่งแน่นอนว่าตัวอย่างที่ได้มานั้นไม่ใช่จากใคร แต่มาจากคุณแม่นั่นเอง

พูดเพราะเหมือนคุณแม่เลยจ้า

โอ้โห!! อ่านจบแล้วเป็นอย่างไรกันบ้างคะ ต้องบอกเลยว่า เป็นวิธีที่เน้นการทำให้ดูเป็นตัวอย่างเป็นเสียส่วนใหญ่ คุณแม่จะต้องเป็นคนทำเป็นตัวอย่างทั้งหมด ซึ่งก็จะทำให้ลูกได้ซึมซับ และไม่รู้สึกขัดแย้งในใจ

แอบเคยเห็นพ่อแม่ระหว่างที่ไปทานอาหารนอกบ้าน บอกลูกว่า “ห้ามกินโค้ก” แต่ทุกคนในครอบครัวต่างรินโค้กใส่แก้วกันทุกคน รวมถึงตัวพ่อแม่เองด้วย เชื่อว่า น้องคนนั้นก็คงจะต้องสงสัยอย่างแน่นอนว่า อ้าว แล้วทำไมเรากินไม่ไหวหว่า!!??!

4 วิธีเลี้ยงลูกที่กุมารแพทย์แนะนำ

การดูแลลูกสมัยนี้ไม่ใช่ง่ายเลยนะคะ ไหนจะสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ไหนจะความเป็นตัวของตัวเองที่สูงของเค้า รักอิสระ อยากเลือกเดินในทางของตัวเอง ติดเพื่อน ฯ แล้วคนเป็นพ่อแม่จะทำยังไงดี ให้ประคับประคองลูก ๆ ให้ผ่านจุดหัวเลี้ยวหัวต่อแต่ละจุด ไปถึงที่หมายได้ตามที่หวังไว้

มีคำแนะนำจากกุมารแพทย์ ถึงวิธีเลี้ยงลูก โดยเฉพาะช่วงที่เป็นวัยรุ่นในสมัยนี้ ว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ ควรที่จะดูแลยังไง โดย พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในกล่าวในงาน “RAMA CHANNEL จับมือพันธมิตร มอบสุขภาพดีสู่สังคมไทย” ซึ่งทาง mgronline.com ได้โพสไว้ได้น่าสนใจ ซึ่งน่าจะแนวทางที่ดี คุณพ่อคุณแม่ท่านไหน ที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังมีปัญหาในการดูแลลูก ๆ ในยุคนี้ ก็ลองใช้เป็นแนวทางกันได้นะคะ

พญ.จิราภรณ์ กล่าวว่า การเลี้ยงลูกวัยรุ่น อาจไม่ต้องพูดกับเขามาก เพราะเขามีความคิดของตัวเอง แต่จะต้องฟังลูกให้มากขึ้นว่า เขาคิดอะไร คิดอย่างไร อยากเลือกอย่างไร ไม่ใช่ให้ลูกฟังสิ่งที่เราพูด บางครั้งอาจจะต้องปล่อยให้ลูกไปเผชิญผลลัพธ์กับสิ่งที่เขาเลือกหรือตัดสินใจเอง ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ด้วยตัวเองว่า สิ่งที่เขาเลือกนั้นก่อเกิดผลอย่างไร ดีไม่ดีอย่างไร

1. ทำให้เด็กมีการเคารพนับถือตนเองที่ดี

2. ฝึกให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์ได้อะไรดีไม่ดี ถูกหรือไม่ถูก

3. สร้างสัมพันธภาพที่ดีในชีวิตให้ลูก

4. ฝึกให้เด็กมีจิตอาสา ซึ่งมีงานวิจัยว่า เด็กที่พบว่าตัวเองรู้สึกว่ามีความหมายกับใคร โตไปเข้าจะมีความสุขอย่างมาก

โดยสิ่งสำคัญนั้น การจะฝึกลูก ควรจะเริ่มตั้งแต่ในช่วงเด็ก ๆ เพราะธรรมชาติของเด็ก จะมีการเชื่อฟังและจดจำได้ง่ายกว่า เมื่อเป็นวัยรุ่นแล้ว ก็จะไม่ค่อยรับฟังพ่อแม่ ไม่ค่อยเชื่อพ่อแม่เหมือนอย่างที่เป็นแล้ว เค้าจะติดกับเพื่อน สังคม และในปัจจุบันยังมีโลกออนไลน์ ที่ดึงเวลาทั้งหมดไปจากพ่อแม่อีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้น ในช่วงที่เป็นเด็ก ก็ต้องอย่าลืมฝึกฝนลูก ๆ อย่าปล่อยเวลาทองให้ผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไรนะคะ